| นอกจากนี้ เด็กไทยยังเติบโตท่ามกลางความกดดันของระบบแข่งขัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจึงเกิดความเครียด และมีปัญหาด้านต่างๆ จนบางครั้งขาดสมดุลบางอย่างในร่างกายไป เพราะไม่มีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำนอกจากเรียนเป็นหลัก ตรงกันข้ามกับพ่อแม่บางคน ที่สอดแทรกกิจกรรมศิลปะให้กับลูก แต่บางครั้งยังไม่เข้าใจศิลปะเท่าที่ควร โดยเฉพาะนิสัยชอบวิจารณ์ผลงานลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ "บางคนชอบไปตีกรอบลูก เช่น ทำไมไม่อ่านหนังสือ โดยไม่สนับสนุนให้ลูกลองเล่นกับศิลปะ แต่จริงๆ แล้ว ศิลปะเป็นงานที่ดี และเกิดผลกับเด็กได้จริง เพียงแค่นั่งพูดคุย และให้กำลังใจลูก เช่น "ไหน หนูวาดอะไรค่ะ ลองเล่าให้คุณแม่ฟังสิ" สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ซึ่งพ่อแม่ไม่ต้องไปตัดสินอะไรทั้งสิ้น หน้าที่ของพ่อแม่คือ สนับสนุน ส่งเสริม และให้กำลังใจเท่านั้น" กระนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเห็นคุณค่าของศาสตร์ศิลปะได้ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ลูก นอกเหนือจากการดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษกับครูศิลปะนอกบ้าน แต่ขอให้นำศิลปะมาเป็นกิจกรรมเสริมกับลูกในบ้านก็ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน "ศิลปะกับเด็กให้ความงอกงาม ยกระดับจิต และทำให้เด็กมีธรรมชาติของความเป็นเด็กมากขึ้น" คำ ทิ้งท้ายของครูมอสที่เห็นถึงความมหัศจรรย์ของศิลปะ เช่นเดียวกับศิลปะที่ช่วยให้เขาสมดุล โดยเฉพาะงานปั้นดิน งานที่ผสมผสานตั้งแต่ความคิด หัวใจ และการกระทำ เรียกได้ว่า เป็นงานที่ทุกระบบทำงานไปด้วยกัน ดังนั้นพ่อ แม่มีศิลปะในการใช้ชีวิต และเลี้ยงดูลูกได้ โดยส่งเสริม และยกระดับจิตข้างในของลูกด้วยศิลปะอย่างเข้าใจ ซึ่งไม่ควรมองว่าศิลปะคือตัวสินค้า หรือผลงาน แต่มันมากกว่านั้น นั่นคือจิตวิญญาณ |
วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ฟังมุมมอง 'นักศิลปะ' ผู้ใหญ่ทำให้เด็กเข้าไม่ถึง 'ศิลปะ'
จาก ‘ศิลปะ’ สู่ ‘ศิลปะบำบัด’
จาก ‘ศิลปะ’ สู่ ‘ศิลปะบำบัด’
สังคมไทยเรียนรู้อะไรมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้คนทุกยุคสมัยว่า ….
“นานเท่าใดแล้วมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลก”
หากทว่าสำหรับผู้คนในแวดวงศิลปะ “ศิลปะอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้ยาวนานเพียงไร” ก็นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
จะกล่าวไปแล้ว ความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงหลักฐานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ฟากตะวันตกนั้นได้สรุปว่า ศิลปะเกิดขึ้นอย่างยาวนานนับแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ นั่นหมายถึงเริ่มก่อนการบันทึกลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำ ศิลปะในความหมายนี้ไม่เพียงภาพวาด (จิตรกรรม) เครื่องปั้น (ประติมากรรม) แต่อาจรวมถึงเครื่องใช้ไม้สอยในยุคบุพกาล และการเต้นรำในพิธีกรรม
หลักฐานพยานที่ปรากฎตามผนังถ้ำ ลายเส้นที่ใช้สีของดินชนิดต่างๆ ผสมกับยางไม้ หรือไขสัตว์ในดินแดนแถบฝรั่งเศส สเปน รวมทั้งเกาะซิชิลี ในประเทศอิตาลี ขณะที่ในโลกตะวันออก มีหลักฐานเกี่ยวกับศิลปะของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เช่นกัน ประเทศไทยเองมีภาพในผนังถ้ำทางแถบอุบลราชธานี และทางใต้ที่จังหวัดกระบี่ ที่วิจิตรล้ำค่าจนยากจะหา คำบรรยายใดๆ มาเปรียบเปรยได้
ดังได้กล่าวมา ศิลปะจึงเป็นสัญชาตญาณแรกของมนุษย์พัฒนาควบคู่กับวิวัฒนาการมนุษย์นับแต่บรรพกาล ซึ่งมนุษย์ไม่ได้พัฒนาเพียงแค่รูปร่าง รูปทรงภายนอก หากแต่ จิตวิญญาณของมนุษย์ก็มีการพัฒนามาตลอด และนี่เองมนุษย์จึงต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นโดยสิ้นเชิง ดังนั้นประวัติศาสตร์ศิลปะจึงเป็นอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งสะท้อนภาพจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละยุคสมัย
ด้วยเหตุนี้ หันกลับมาสังคมของเราบ้างในวันนี้ ผมมีข้อสรุปอันน่าเจ็บปวดว่า สังคมเราไม่ใช่ภาพของสังคมที่เกื้อกูลกัน อบอุ่น หรือถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอีกแล้ว ปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ปัญหาโครงสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม และปัญหาความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ปรากฎขึ้นเด่นชัดประหนึ่งว่าภูมิต้านทานที่บรรพบุรุษได้มอบไว้ให้ทั้งมิติของศาสนาในฐานะที่พึ่งของสังคม หรือเชิงวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยพึ่งพาอาศัยกัน และเคารพในธรรมชาติ แทบจะปลาสนาการไปสิ้น ถ้ายังจะเหลือสิ่งดีๆ อยู่บ้างก็คือ ยังพอมีผู้คนบางส่วนสนใจและใส่ใจกับสิ่งทีเกิดขึ้น
ศิลปะกับชีวิต
ศิลปะกับชีวิต
- อาจารย์สืบสกุล ศรัณพฤฒิ
- อาจารย์สอนพิเศษสาระศิลปะ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร
วันหนึ่งคุณครูศิลปะได้คัดรูปวาดที่สั่งให้เด็กนักเรียนวาดกันในห้อง เอาไปประกวดศิลปะเด็กแห่งประเทศไทย มีงานของผมรวมอยู่ด้วยชิ้นหนึ่ง ผลปรากฎออกมาผมกับเด็กอีกหลาย ๆ คนได้รับรางวัลกันมากมายแม้รางวัลที่ผมได้เป็นรางวัลปลาย ๆ แถวแต่ผมก็ดีใจเพระาในชีวิตนอกจากสอบได้ที่ 9 ของห้องแล้ว และถือพานแล้ว ชีวิตก็ไม่มีอะไรพิเศษ พ่อแม่ก็ดีใจกับผมแต่คงอยากให้สอบได้ที่ 1 หรือได้เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิกมากกว่า
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา คุณครูศิลปะก็จับผมไปฝึกหัดวาดรูปในตอนเย็น ๆ กับเพื่อนหลายสิบคนเหมือนเข้าค่ายซีเกมส์ ผมได้เห็นเด็ก ๆ คนอื่นที่ได้รับรางวัลเหรียญทองในระดับโลก ระดับประเทศมาร่วมวงฝึกหัดและผมได้เห็นพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นเข้ามาบงการชีวิตของพวกเขา ผมจึงได้รู้ความจริงบางอย่างว่าทำไม่เขาได้รางวัลใหญ่มากมาย ถ้าพ่อแม่วาดได้เองก็คงวาดให้ไปแล้ว และเมื่อวันเวลาผ่านไป เขาเหล่านั้นไม่เคย ปรากฎชื่อเสียงขึ้นเลยในวงการศิลปะเมื่อเติบใหญ่
คุณครูให้ผมได้ประกวดรูปสดตามที่ต่าง ๆกับเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งฝีมือดีกว่าผมมากมาย พวกเขามีแบบร่างมาจากบ้าน ผมไม่มีเพราะพ่อแม่ผมวาดรูปไม่เป็น การต่อสู้กันยาวนานมากกรอบประกวดของจังหวัด สิ้นสุดวันสุดท้าย 25 พฤศจิกายน 2524 หน้าศาลว่าการจังหวัดเก่า หน้าเทวาลัยพระพิฆเนศวร์ ผมได้ที่1
หลายปีต่อมาผมสอบเข้าที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร สิ่งที่ติดตัวมาคือการวาดรูป ผมทำได้ดีกว่าวิชาอื่นเสมอ ที่โรงเรียนนี้มีคุณครูสอนศิลปะหลายคน สอนกันหลายรูปแบบ มีครูคนหนึ่งตอนนี้ท่านไปบวชเป็นเจ้าอาวาสวัดป่า ที่อำเภอกำแพงแสน ท่านทำให้เห็นความประหลาดใจของชีวิต ตอนที่ท่านเอาของใช้ส่วนตัวมาวางไว้ที่ห้องศิลปะเก่า ๆ ที่เป็นโรงไม้ใหญ่โต ให้คนมาหยิบเอาไม่ก่อนที่ท่านจะบวช
ผมหยิบเอาหนังสือวาดสีน้ำและรวมงานศิลปกรรมแห่งชาติมาสองเล่มอีกสิ่งหนึ่งคือไม้ง่ามที่คุณครูใช้สอนตอนวิชาลูกเสือ ง่ามไม้อันนี้ผมประทับใจในลวดลายที่สลักเสลาโดยรอบด้วยความตั้งใจในสิ่งเล็กน้อย ๆ น้อย ๆ ของคนที่มีศิลปะในหัวใจผมชำเลืองมองง่ามไม้อันนี้เสมอในยามที่เข้าแถวในกองลูกเสือ ผมยังเชื่อว่าการบวชของครูคืองานศิลปะแบบคอนเซปชวลที่ต้อทำทั้งชีวิต
คุณครูที่เข้ามาสอนแทนที่คุณครูท่านที่ลาบวชไปจบมาจากคณะจิตรกร ฯมหาวิทยาลัยศิลปากร สัมผัสแรกที่ผมได้พบ ผมกับเพื่อนที่เล่นบอลกันอยู่ในสนามนึกว่าเป็นครูสอนพละที่เข้ามาใหม่ในตอนนั้นอีกคน เพราะคุณครูเข้ามาสอนพื้นฐานทางฟุตบอลให้ผมและเพื่อน ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ร่ำเรียนกันจริง ๆ จัง ๆ เลย 5 ปีที่ร่ำเรียนกับครูผมยังเห็นครูเล่นฟุตบอลเสมอแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเมื่อวันวานผมยังเห็นครูวิ่งจ๊อกกิ้งเหมือนการเตรียมตัวจะไปเล่นฟุตบอลตลอดเวลา
ในปี 2530 เมื่อผมอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผมเลือกเรียนวิชาศิลปะซึ่งมีคุณครูซึ่งจบการศึกษามาจากศานตินิเกตัน (Santiniketan) มาสอน เราเคยพบกันในวัยที่ผมเข้ามาเรียนใหม่ ๆ ทุก ๆ ชั่วโมงบรรยายคุณครูจะชอบพูดถึงกิจกรรมต่าง ๆ อันสนุกสนานของนักศึกษาศิลปากรที่ประสบพบเห็นมา เรื่องราวเหล่านี้เร้าใจเด็กหนุ่มอย่างผมและเพื่อนสองสามคนในห้องมาก และตกลงใจกันสามคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรคณะจิตรกรรม ฯ ในเวลาต่อมา แต่สำหรับผมนั้นมีนอกเหนือจากนั้นผมขอบไปคุยกับคุณครูคนนี้เสมอ ในยามพักเที่ยงหรือว่าง ๆ สิ่งที่ผมชอบไปคุยคือเรื่องราวจากประเทศอินเดียและเรื่องราวของชีวิตชาวศิลปะ คุณครูจะหยิบบุหรี่ก้นกรองไม่มีเมลทอลอัดควันเข้าปอดแล้วพ่นกลับไปในบรรยากาศพร้อมกับสนทนาในเรื่องราวที่ผมอยากฟังเคล้ากับเสียงเพลงของวงเดอะบีเทิล
ความรู้สึกของผมเมื่อพบกับคุณครูในครั้งแรกผมได้ยินเสียงเพลง ๆ หนึ่งแว่วมาจากโรงอาหารที่มีเวทีด้านบน ตอนนั้นผมยังเด็กมากประมาณมัธยม 1 หรือ 2 ผมสนใจมากเลยเข้าไปซักถามว่าเพลงนี้คือเพลงอะไร
เพลง Imgine คือคำตอบว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้ หลังจากนั้นผมได้ทำความรู้จักกับ John Lennon และเดอะบีเทิลผ่านคุณครูศิลปะคนนี้ แม้ว่าในเวลาเติบใหญ่ผมจะค้นพบว่าวงเดอะบีเทิลก็เป็นวงคิกคุวงหนึ่ง ซึ่งบิดผันตัวเองด้วยความบ้าระห่ำจนกลายเป็นตำนานของโลกดนตรีตลอดยุคหลังสมัยใหม่นี้ แต่มันก็ทำให้ผมระห่ำที่จะทำอะไรแปลกจนได้ดี เหมือนกับวงดนตรี อย่างวง Oasis หรือ Blur ที่ได้รับอิทธิพลมาจนเป็นตำนานหนึ่งของโลกหลังสมัยใหม่ (Post Moderm)
เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจากเรื่องราวสนุกสนานของชีวิตนักศึกษาศิลปะจากปากคำของคุณครู และหนังสือ “ กลิ่นสีและกาวแป้ง” ที่มีเรื่องราวที่ไม่ผิดเพี้ยนจากที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง และจากการเคี่ยวกรำทางภาคปฏิบัติของครูศิลปะในคราบนักฟุตบอล และเดอะบีเทิล ผมจึงมายืนอยู่หน้าอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ในวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ปี 2533 ผมและเพื่อน ๆ ที่ตั้งใจเข้ามาเรียนที่นี่ 3 คน ทยอยเข้ามาเรียนจนครบด้วยแรงบันดาลใจต่าง ๆ กัน
5 ปี ในมหาวิทยาลัยผมได้เรียนศิลปะและวิชาอื่น ๆ อย่างเต็มที่ผมได้พบกับอาจารย์พิษณุ ศุภ ผู้เขียนเรื่องกลิ่นสีและกาวแป้ง ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกับในนิยายสนุกสนานที่ได้อ่าน เราจะต้องเจอความทุกข์ที่จะกลายเป็นเรื่องสนุกเมื่อยามนึกถึง ความผันต้องแลกมาด้วยความขยันทะเยอทะยานและบางทีต้องเดียวดายมิตรภาพจากคนต่างที่ต่างอายุมักสอดรับกันยาก ความทรงจำในวัยเด็กกับเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันสำหรับบางคนอาจมีค่ากว่าชีวิตในเมืองหลวงและคนหน้าใหม่ การเรียนศิลปะไม่สนุกอย่างที่คิด
ปี 2538 ผมเรียนจบออกมาตามเกณฑ์ ผมนึกทบทวนว่าเรายังต้องทำอะไรบ้างในชีวิต ผมใช้เวลาไปกับการวาดรูปทิวทัศน์ รูปปลาทอง ถ่ายรูป และเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ไม่ได้รับจากมหาวิทยาลัย ผมใช้ชีวิตไปเรื่อยเริ่มจากเดิน แล้วขี่จักรยาน ผมหารายได้จากการรับวาดรูปติดบ้านเศรษฐีขายของแบกะดิน ดีเจในดิสโก้เธค นายหน้าขายงานศิลปะ ครูสอนศิลปะ ผมทำในสิ่งที่อยากทำ หรือพอทำได้
ในเวลาที่ความรู้เรามาก ๆ ผมก็จะไปติววิชาอารยะธรรมไทย ตะวันตก ตะวันออก ให้นักศึกษารุ่นน้องในหลาย ๆ คณะ เช่น อักษรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ที่ลงเรียน เป็นการเรียงลำดับความรู้ไปในตัว ในเวลานี้ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมทางปัญญาเริ่มสมบูรณ์การเรียนรู้ยังมีต่อไป
ปี 2546 หลังจากเรียนรู้เรื่องราวที่อยากรู้มา 8 ปี ผมตัดสินใจไปเรียนต่อที่ภาควิชาเดิมคณะเดิม เพราะอยากรู้ว่า 8 ปี ที่เราเรียนรู้มานั้นมันใช้การได้เพียงใด ผมสกรีนเสื้อยืดหนึ่งราวไปสอบพร้อมกับตัวงานต่าง ๆ ที่เคยทำผ่านมาใน 8 ปี อาจารย์ท่านก็ดีใจที่ผมมาเรียนจึงรับเข้ามา 2 ปี ที่ผ่านมาวิชาเอก และ โท และวิชาที่ตั้งใจ ได้เกรด A ทุกรายวิชาทำให้ทราบว่าความรู้ที่เราสั่งสมไม่เสียหาย
ในเทอมหนึ่งใกล้ ๆ จะสิ้นสุดในวิชาพื้นฐาน ผมได้พูดคุยกับศาสตราจารย์ทางศิลปะผู้สอน ท่านเป็นนักศึกษาคนแรกของศิลปากรที่จบปริญญาตรีและเกียรตินิยมอันดับ 1 ผมได้ถามเกี่ยวกับเรื่องราวของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จับได้ใจความว่า ท่านชอบคนทำงาน นิยมให้คนทำงานตามแต่ถนัด และจงทำงานไปเพราะชีวิตเรามันสั้น แต่ศิลปะนั้นมันยืนยาว และผมก็เล่าเรื่องในชีวิตของผมและสิ่งที่ได้ทำมา เช่นการทำพระไม้จากฟืนไปถวายที่ถ้ำกลางป่าริมแม่น้ำโขงในหลวงพระบาง หรือการใช้ชีวิตต่าง ๆ ที่ผ่านมา ท่านยิ้มและบอกว่ามันเป็นงานศิลปะ ผมนึกถึงเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งซึ่งผิดหวังจากการประเมินทางการศึกษาศิลปะ เขาได้แต่พร่ำบอกว่าศิลปะเป็นมายา พวกที่ทำได้แต่โง่หลงงมงาย ผมได้ไปคิดเป็นวัน ๆ ว่าจริงหรือ แต่มันอาจจะจริง แต่มายานี้ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์โลกทั้งปวง เราอาจจะบอกว่า ตื่นมากินข้าว ขี้แล้วทำงาน พลบค่ำหาความบันเทิง ตกดึกก็ร่วมสังวาส แล้วนอน แค่นี้ก็พอ ดูดี ๆ ก็ไม่ต่างจากแมวที่ผมเลี้ยงไว้ ศิลปะทำให้เราแตกต่างกว่า มีความละเมียดละไมในการใช้ชีวิต มีจุดมุ่งหมายในการอยู่ ศิลปะทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นต่อไปในการมีชีวิต ศิลปะไม่ใช่การวาดรูปทุกวี่วัน หรือปั้นประติมากรรมแรมปี แต่เป็นการใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมายปลายทางมีอุดมคติไม่ใช่ใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ให้คนมีอำนาจในทุกทางชักไปทางนั้นทางนี้ หรือหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ท่ามกลางสังคมปัจจุบันที่ไม่มีความหวังอะไรให้คุณเลย ขอให้คุณใช้ชีวิตให้มีศิลปะแล้วจะผ่านวันเวลาที่หนักหน่วงนี้ไป ได้เพราะชีวิตเรามันสั้น เกินกว่าที่จะรับรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร
บทความ อยากให้ประเทศไทยมีวันหรือเทศกาล ศิลปวัฒนธรรมไทย ประเพณี แห่งชาติบ้าง
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
| ทุกวันนี้วัยรุ่นวัยไทยวัยไหน ก็ตามล้วนแต่ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน วัฒนธรรมไทยก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลัง จะไปตามชาติต่างๆ ไม่มีความเป็นไทยหลงเหลืออยู่เลย สมัยนี้ขนาดครูสอนครูสั่งยังจะไม่ทำกัน เราไปไหนมาไหน ก็บ้าแต่พวกเกาหลีไม่ใช่แต่เกาหลีหมายถึงรวมทั้งหมด อะไรที่ไม่เป็นของไทยก็เอาหมด เราคิดน่ะว่า วัฒนธรรมไทยเป็นอะไรที่ดีและสวยงาม เหมาะแก่การอนุรักษ์ไว้ เราคิดน่ะถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ จัดประเพณีศิลปะวัฒนธรรมไทยทุกอย่างที่เป็นไทยไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ประเพณี วัฒนธรรม การเล่นต่างๆ ทั่วประเทศจะจัดในวันเดียวกันให้หมด ขอย้ำๆๆๆ(ไม่ว่าจะเป็นภาคไหนตำบลไหน หมู่บ้านไหน) จัดขึ้นมาเป็นทางการไปเลยเพื่อสืบสานต่อๆไปแล้วเน้นไปที่วัยรุ่นเลย แล้วให้วันนั้นทั้งสัปดาห์มีการจัดประเพณี ตามท้องถิ่นนั้นๆ ตามหมู่บ้านตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ จังหวัดไหน หมู่บ้านไหนตำบลไหนมีวัฒนธรรม ประเพณี การเล่นต่างๆ ก็มาแข่งขันกัน ใส่เสื้อแบบตามภาคต่างๆจัดแล้วให้ภาคต่างๆ เป็นศูนย์กลางของภาคนั้นๆวนเวียนกันไป ว่าจังหวัดไหนเป็นเจ้าภาพ ในการจัด อนุรักษ์ เช่นภาคใต้ เอาศิลปวัฒนธรรมทางภาคใต้ มาประกวดกันในภาคใต้นั้น ตามภาคกันไปพอปีหน้าหมด ปีอื่นๆก็หมุนเวียนกันไป ตามจังหวัดภาคนั้น ถ้าเป็น กทม ก็จะรวมเอาภาคต่างๆมาไว้ที่นั่น แต่กทม ก็ยังเป็นภาคกลางก็จะจัดประเพณีภาคกลางด้วย แล้วให้วันนั้นทั้งสัปดาห์ใส่ชุดเป็นไทยๆถ้าภาคเหนือก็ใส่ชุดเหนือ ภาคใต้ใส่ชุดทางภาคใต้ อีสานใส่ชุดอีสานถาคกลางใส่ชุดภาคกลาง อะไรๆก็ขอให้เป็นไทย ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นจะมีงานวันเทศกาล ของชาติขึ้นมเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นได้สืบสานวัฒนธรรมขึ้น จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการอนุกรักษ์ความเป็นของเขาไว้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ชุดต่างๆ ค่านิยม แม้แต่วัยรุ่นของเขาเองก็ยัง อนุรักษ์ความเป็นชาติของเขา แล้วประเทศเราล่ะนอกจากวันงานสงการณ์ วันลอยกระทง .........บลาๆ ที่เป็นวันเกี่ยวกับประเพณีวัตนธรรมไทยก็จริง แต่ดูข่าวซิวัยรุ่นยอมเสียตัวในงาน วันสงกรานต์ วันลอยกระทง มากขึ้นเรื่อยๆจนน่าเป็นห่วง แล้วอีกอย่างไม่อยากจะพูดเลยว่าประเพณีวัฒนธรรมของเราก็สวยงาม เป็นแบบอย่างที่ดี ของชาวโลกเรื่องความอ่อนน้อม ถ่อมตน ความละเอียดอ่อน ความวิจิตรบรรจง ทำไมถึงไม่อนุกรักษณ์เอาไว้โดยเฉพาะวัยรุ่นอะไรๆก็ตามกระแสหมด ชอบดูถูกของคนไทยว่าไม่ดีไรงี้ ของไทยไม่เอา จะเอาของแบรนเนม ของไทยก็ดีถึงแม้ว่าไม่ได้โฆษณา บางชนิดดีกว่าของประเทศอื่นๆเลยก็ว่าได้ เรื่องสื่อทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นโทรทัศวิทยุนิตยสารต่างๆเหมือนกัน อะไรๆที่มาจากประเทศอื่นก็ออกให้มันน้อยหน่อย แล้วเอาความเป็นไทยออกให้เยอะเพราะวัยรุ่น จะบริโภคทางสื่อต่างๆมาก ขนาดเราเป็นวัยรุ่นเพื่อนของเรา อะไรก็เกาหลีหมด แล้วความเป็นไทยล่ะ ไม่เหลืออยู่เลย แล้วอีกอย่าง ถ้าเราอนุรักษ์ไว้ชาวต่างชาติเห็น เขาก็จะอยากมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นอย่างมหาศาล เพราะเราเอาความเป็นไทยมีอยู่ทุกหนแห่งคนต่างชาติที่มานั้นเขาก็จะมาดูความเป็นไทยของเรา แล้วคิดดูซิ มันดีแค่ไหน ที่สังคมโลกยอมรับ |
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ประติมากรรมของกรีก
ประติมากรรมของกรีกโดย : ดร. สุนันทา ฟาเบรอการแสดงออกทางประติมากรรมของกรีกเกี่ยวข้องกับปรัชญาความคิดของแต่ละสมัย ระหว่างศตวรรษที่ 10 - 8 ก่อนคริสตกาล ชีวิตคนกรีกยังสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น เช่น เจ้าแม่ เทพเจ้า ที่พวกเขาจินตนาการขึ้นมาผสมกับสิ่งที่เป็นจริงที่มองเห็นได้ด้วยตา สิ่งที่เป็นธรรมชาติ คนพึ่งศาสนามาก เพราะชีวิตในสมัยนี้มีแต่การทำสงคราม ตัวอย่างดูได้จากงานประติมากรรมแบบเรขาคณิตปลายศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาลลงมา มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมกรีกอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากเกิด "นักคิด นักปรัชญา" ขึ้นมาสอนให้คนกรีกหันมาสนใจเรื่องราวของ จักรวาลหรือธรรมชาติ ความมีเหตุผล และคุณธรรม ความคิดเหล่านี้แรกเริ่มกรีกรับมาจากนักคิดชาวตะวันออก คือ ชาวไอโอเนียน เช่น เธลส์ เดอ มิเลท์ (640-562 ก่อนค.ศ.) อแนกซิแมนเดอร์ และ อแนกซิเมน เดอ มิเลท์ (ประมาณ 550 ปีก่อนค.ศ.) ที่สอนให้คนศึกษาธรรมชาติ ดูตัวอย่างงานได้ในประติมากรรมแบบที่ได้รับอิทธิพลของศิลปะตะวันออกที่เราจะเห็นว่าเริ่มปั้นรูปคนใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น มีการแสดงความรู้สึกออกมาทางใบหน้า ราว 530 ปีก่อนค.ศ. ไพตากอรัส นักคิดจากเกาะซาโมสของกรีก เปิดสอนคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ขึ้นมา เขาให้ความคิดว่าทุกอย่างนับได้ วัดได้ ความนี้สะท้อนให้เห็นในงานประติมากรรมกรีกแบบโบราณ ตามภาพข้างบนจะเห็นว่ามีการวัด จัดภาพอย่างมีสัดส่วน โสเครตีส ชาวเอเธนส์ เป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ของกรีก เขาเกิดเมื่อ 470 ปีก่อนค.ศ. เป็นบุตรของช่างตัดหิน เขาเน้นให้คนรู้จักใช้เหตุผล รู้จักตนเอง หมายถึง รู้จักธรรมชาติของมนุษย์ เขามีความเชื่อในเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นผู้คอยเตือนเราไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ความคิดของเขามีผู้สืบทอด คือเปลโต้ ผู้เป็นศิษย์ และเป็นผู้ตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นมา ชื่อ อคาเดมิค สอนวิชาคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ดนตรี และดาราศาสตร์ ทฤษฎีของเปลโต คือ ความจริง ดังสะท้อนให้เห็นผ่านงานประติมากรรมแบบคลาสสิคยุคแรก งานประติมากรรมแบบคลาสสิคยุคหลัง ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่ง คือ อริสโตเติ้ล (385-343 ปีก่อนค.ศ.) ผู้ออกจากโรงเรียนอคาเดมิคของเปลโต พระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชด้วย อริสโตเติ้ลสอนให้คนคิดอย่างมีเหตุผล ให้คนพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์ ปรัชญาของเขาสืบทอดมาถึงสมัยเฮเลนิสติค |
| ประติมากรรมแบบเรขาคณิต ภาพคนผู้ชายกับสัตว์ในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้าสมัยครึ่งหลังของศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล ไม่ปรากฏชื่อประติมากร รูปนี้ดูได้ที่The Metropolitan Museum of Art, New York งานประติมากรรมแบบนี้ของกรีกจะอยู่ในระหว่างศตวรรษที่10-8 ก่อนคริสตกาล มักอยู่ในงานประติมากรรมขนาดเล็ก รูปสัตว์ คน เทพเจ้า สัตว์ในเทพนิยายวัสดุที่ใช้ทำด้วยสัมริด ดินเผา งานมีลักษณะแข็ง ให้ความรู้สึกเกรงขาม เนื่องจากเป็นงานศิลปะที่ใช้ในทางศาสนาพบมากตามวัดต่างๆ ต่อมามีการใช้วัสดุไม้ | ||
| รูป Kouros ขนาดเล็ก ทำด้วยสัมริด โดยประติมากรชื่อ Dedale ราว 620 ปีก่อนค.ศ. ปัจจุบันดูได้ที่พิพิธภัณฑ์เมือง Delphes ประเทศกรีก | ||
| รูป หญิงแห่ง Auxerre ทำด้วยหินปูน โดย Dedale ราว 640-630 ปีก่อนค.ศ. จะเห็นแบบที่แข็งแต่ท้วมและได้สัดส่วนขึ้น วิกทรงผมถักเป็นเปียทั้งศีรษะ บ่งบอกให้เห็นถึงอิทธิพลของอียิปต์ในศิลปะกรีกปัจจุบันดูได้ที่ พิพิธภัณฑ์ Louvre ประเทศฝรั่งเศส | ||
| รูป คนขี่ม้า Rampin ทำด้วยหินอ่อน เป็นงานของประติมากรชาวเอเธนส์ราว 550 ปีก่อนค.ศ. จะเน้นอิทธิพลของศิลปะไอโอเนียน (แถวริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกี)ตรงที่แสดงรายละเอียดของสรีระ ใบหน้ามีรอยยิ้ม บ่งบอกถึงความสุขและความงามในวัยหนุ่มสาวดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre ประเทศฝรั่งเศส | ||
| งานประติมากรรมกรีกแบบโบราณ ดูได้จากตามลายประดับรอบวัดหรือที่หน้าบันเป็นงานแกะสลักภาพหมู่ เรื่องราวในเทพนิยาย มีลักษณะเด่นในด้านการจัดภาพได้สวยงามมีจังหวะ ดังเช่นภาพนี้ เป็นงานแกะสลักหินอ่อน ภาพเทพเจ้าของกรีก คือ Ares,Eos, Artemis, Appollo และ Zeus ราว 525 ปีก่อนค.ศ. ไม่ปรากฏชื่อประติมากรปัจจุบันดูได้ที่พิพิธภัณฑ์เมือง Delphes ประเทศกรีก |
หนังสืออ้างอิง
ที่มา : http://www.stjohn.ac.th/ |
ประติมากรรมไทย
ประติมากรรมไทย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
ประติมากรรมไทย หมายถึง ผลงานศิลปะที่แสดงออกโดยกรรมวิธี การปั้น การแกะสลัก การหล่อ หรือการประกอบเข้าเป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งมีแบบอย่างเป็นของไทยโดยเฉพาะ วัสดุที่ใช้ในการสร้างมักจะเป็น ดิน ปูน หิน อิฐ โลหะ ไม้ งาช้าง เขาสัตว์ กระดูก ฯลฯผลงานประติมากรรมไทย มีทั้งแบบ นูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว งานประติมากรรมนูนต่ำและนูนสูงมักทำเป็นลวดลายประกอบกับสถาปัตยกรรม เช่นลวดลายปูนปั้น ลวดลายแกะสลักประดับตามอาคารบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร พระราชวัง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นลวดลายตกแต่งงานประติมากรรมแบบลอยตัวด้วย
สำหรับงานประติมากรรมแบบลอยตัว มักทำเป็นพระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพต่างๆ (ศิลปะประเภทนี้จะเรียกว่า ปฏิมากรรม) ตุ๊กตาภาชนะดินเผา ตลอดจนถึงเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามสกุลช่างของแต่ละท้องถิ่น หรือแตกต่างกันไปตามคตินิยมในแต่ละยุคสมัย โดยทั่วไปแล้วเรามักศึกษาลักษณะของสกุลช่างที่เป็นรูปแบบของศิลปะสมัยต่างๆ ในประเทศไทยจากลักษณะของพระพุทธรูป เนื่องจากเป็นงานที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จัดสร้างอย่างประณีตบรรจง ผู้สร้างมักเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญที่สุดในท้องถิ่นหรือยุคสมัยนั้น และเป็นประติมากรรมที่มีวิธีการจัดสร้างอย่าง ศักดิ์สิทธิ์เปี่ยมศรัทธา ลักษณะของประติมากรรมของไทยในสมัยต่างๆ สามารถลำดับได้ดังนี้
เนื้อหา[ซ่อน] |
[แก้] ศิลปะศรีวิชัย
ไฟล์:Pra srivichai1.jpg
เทวรูปสมัยศรีวิชัย
[แก้] ศิลปะลพบุรี
ไฟล์:Pra lopburi1.jpg
ศิลปะลพบุรี
[แก้] ศิลปะสุโขทัย
พุทธศตวรรษที่ 17 - 20อาณาจักรสุโขทัย นับเป็นราชธานีที่มีความชัดเจนเป็นครั้งแรกของชนเผ่าไทยสยาม ศิลปะสุโขทัยจึง นับเป็นสกุลศิลปะแบบแรกของชนชาติไทย แต่ไม่ใช่แรกสุดเพราะก่อนหน้านั้นมีศิลปะที่ใกล้เคียงกับศิลปะสุโขทัยมาก คือ ศิลปะเชียงแสน ริมแม่น้ำโขงในแถบจังหวัดเชียงราย ศิลปะสุโขทัยผ่านการคิดค้น สร้างสรรค์ คลี่คลาย สังเคราะห์ในแผ่นดินที่เป็นปึกแผ่น มั่นคงจนได้รูปแบบที่งดงาม พระพุทธรูปสุโขทัย ถือว่ามีความงามตามอุดมคติไทยอย่างแท้จริง อุดมคติของพระพุทธรูปสุโขทัยเกิดจากต้นแบบศิลปะที่ส่งอิทธิพลต่อช่างสมัยนั้นด้วย คือ อิทธิพลศิลปะจากศรีลังกาและอินเดีย ลักษณะ สำคัญของพระพุทธรูปสุโขทัย คือ พระวรกายโปร่ง เส้นรอบนอกโค้งงาม ได้จังหวะ พระพักตร์รูปไข่ยาวสมส่วน ยิ้มพองาม พระขนงโก่ง รับกับ พระนาสิกที่งุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์แย้มอิ่ม ดูสำรวม มีเมตตา พระเกตุมาลา รูปเปลวเพลิง พระสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี พระศกแบบก้นหอย ไม่มีไร พระศก พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยมีความงดงามมาก ที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห ์ พระศาสดา พระพุทธไตรรัตนายก และ พระพุทธรูปปางลีลา นอกจากพระพุทธรูปแล้ว ในสมัยสุโขทัยยังมี งานประติมากรรมที่มีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องสังคโลก ซึ่งเป็นเครื่อง ปั้นดินเผาสมัยสุโขทัยที่มีลักษณะเฉพาะ มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เครื่องปั้น ดินเผาสังคโลก เป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบ สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล สีใส เขียนทับลายเขียนรูปต่าง ๆ มี ผิวเคลือบแตกราน สังคโลกเป็นสินค้าออก ที่สำคัญของอาณาจักรสุโขทัยที่ ส่งไปจำหน่ายนอกอาณาเขต จนถึงพิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น
[แก้] ศิลปะเชียงแสน
เมื่อแคว้นล้านนาในภาคเหนือได้สถาปนาเมืองเชียงใหม่เป็นนครหลวงเมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ หลังจากได้รวมเอาแคว้นหริภุญไชยเข้าไว้ด้วยแล้ว ได้มีการสร้างสรรค์ศิลปะไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเดิมเรียกว่า“ศิลปะเชียงแสน” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “ศิลปะล้านนา” อันหมายถึงรูปแบบศิลปะที่กระจายอยู่ในภาคเหนือตอนบนตั้งแต่จังหวัดตาก แพร่ น่าน ขึ้นไปตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่๒๒ เป็นต้นมา ล้านนาพบกับการแตกแยกภายในการแก่งแย่งชิงอำนาจกันเอง ภัยจากภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงทั้งจากพม่ากรุงศรีอยุธยาและล้านช้าง ทำให้อำนาจอิสระที่คงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแคว้นล้านนาล่มสลายลง ประติมากรรมไทยสมัยเชียงแสน ประติมากรรมไทยสมัยเชียงแสนเป็นประติมากรรมในดินแดนสุวรรณภูมิที่นับว่าสร้างขึ้นโดยฝีมือช่างไทยเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-21 มีปรากฏแพร่หลายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือของไทย แหล่งสำคัญอยู่ที่เมืองเชียงแสนวัสดุที่นำมาสร้างงานประติมากรรมที่ทั้งปูนปั้นและโลหะต่างๆที่มีค่าจนถึงทองคำบริสุทธิ์ประติมากรรมเชียงแสนแบ่งได้เป็น2 ยุค เชียงแสนยุคแรก มีทั้งการสร้างพระพุทธรูปและภาพพระโพธิสัตว์หรือเทวดาประดับศิลปสถาน พระพุทธรูปโดยส่วนรวมมีพุทธลักษณะคล้ายพระพุทธรูปอินเดียสมัยราชวงปาละ มีพระวรกายอวบอ้วนพระพักตร์กลมคล้ายผลมะตูม พระขนงโก่ง พระนาสิกโค้งงุ้ม พระโอษฐ์แคบเล็ก พระห นุเป็นปมพระรัศมีเหนือเกตุมาลาเป็นต่อมกลม ไม่นิยมทำไรพระสก เส้นพระสกขมวดเกษาใหญ่พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้น ตรงปลายมีลักษณะเป็นชายธงม้วนเข้าหากัน เรียกว่า เขี้ยวตะขาบส่วนใหญ่นั่งขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัยฐานที่รององค์ พระทำเป็นกลีบบัวประดับ มี ทั้งบัวคว่ำบัวหงาย และทำเป็นฐานเป็นเขียงไม่มีบัวรองรับ ส่วนงานปั้นพระโพธิสัตว์ประดับเจดีย์วัดกู่เต้าและภาพเทวดาประดับหอไตรวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ มีสัดส่วนของร่างกาย สะโอดสะองใบหน้ายาวรูปไข่ทรงเครื่องอาภรณ์เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ในศิลปะแบบปาละเสนะของอินเดียหรือแบบ ศรีวิชัย เชียงแสนยุคหลัง มีการสร้างพระพุทธรูปที่มีแบบของลัทธิลังกาวงศ์จากสุโขทัยเข้ามาปะปนรูปลักษณะโดยส่วนรวมสะโอดสะ องขึ้น ไม่อวบอ้วนบึกบึน พระพักตร์ยาวเป็นรูปไข่มากขึ้นพระรัศมีทำเป็นรูปเปลว พระศกทำเป็นเส้นละเอียดและมีไรพระศกเป็น เส้นบาง ๆชายสังฆาฏิ ยาวลงมาจรดพระนาภี พระพุทธรูปโดยส่วนรวมนั่งขัดสมาธิราบ พระพุทธรูปที่นับว่าสวยที่สุดและถือเป็นแบบอย่างของพระพุทธรูปที่นับว่าสวยที่สุดถือเป็นแบบอย่างของพระพุทธรูปที่นับว่าสวยที่สุดพระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯพระพุทธรูปเชียงแสนนี้มักหล่อด้วยโลหะทองคำ และสำริด
| ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้ |
[แก้] ศิลปะอู่ทอง
ไฟล์:Pra Ultong1.jpg
เศียรพระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง
อาณาจักรอู่ทอง เป็นอาณาจักรเก่าแก่ก่อนอาณาจักรอยุธยา ซึ่งมีความ สัมพันธ์กับอาณาจักรต่าง ๆ ได้แก่ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี รวมทั้งสุโขทัย ดังนั้นรูปแบบศิลปะจึงได้รับอิทธิพลของสกุลช่างต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปอู่ทอง คือ พระวรกายดูสง่า พระพักตร์ขรึม ดูเป็นรูปเหลี่ยม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยหรือเชียงแสน พระศกนิยมทำ เป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาทำเป็นทรงแบบฝาชี รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี แต่ยุคต่อมาเป็น แบบเปลวเพลิงตามแบบศิลปะสุโขทัย
[แก้] ศิลปะอยุธยา
พุทธศตวรรษที่ 19 - 24อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และมีอายุยาวนานถึง 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 - 2310 ศิลปะอยุธยาที่เจริญรุ่งเรืองมีหลายแขนง ได้แก่ การประดับมุก การเขียนลายรดน้ำ ลวดลายปูนปั้น การแกะสลักไม้ และ เครื่องปั้นดินเผาลายเบญจรงค์ ฯลฯ ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัย อยุธยาไม่ค่อยรุ่งเรืองนัก ไม่มีลักษณะเฉพาะที่เด่นชัด ลักษณะทั่วไปจะเป็น การผสมผสานศิลปะแบบอื่น ๆ มีพระวรกายคล้ายกับพระพุทธรูปอู่ทอง พระพักตร์ยาวแบบสุโขทัย พระเกตุมาลาเป็นหยักแหลมสูงรูปเปลวเพลิง พระขนงโก่งแบบสุโขทัย สังฆาฏิใหญ่ปลายตัดตรง หรือสองแฉกแต่ไม่ เป็นเขี้ยวตะขาบ แบบเชียงแสน หรือสุโขทัย ตอนหลังนิยมสร้างพระพุทธ รูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช
[แก้] ศิลปะรัตนโกสินทร์
พุทธศตวรรษที่ 25 - ปัจจุบัน ศิลปะรัตนโกสินทร์ในตอนต้น เป็นการสืบทอดมาจากสกุลช่างอยุธยา ไม่ว่าจะเป็น การเขียนลายรดน้ำ ลวดลายปูนปั้น การแกะสลักไม้ เครื่องเงิน เครื่องทอง การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความงามและวิธีการ ของศิลปะอยุธยาทั้งสิ้น ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ มากขึ้นโดยเฉพาะชาติตะวันตก ทำให้ลักษณะศิลปะตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ ประเทศไทย และมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในสมัยต่อมา หลังจากการเสด็จประ พาสยุโรปทั้ง 2 ครั้งของ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้มีการนำเอาแบบอย่าง ของศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทำให้ศิลปะไทยแบบ ประเพณี ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิม มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นศิลปะไทย แบบร่วมสมัย ในที่สุด ลักษณะของพระพุทธรูปเน้นความเหมือนจริงมากขึ้น เช่น พระศรีศากยทศพลญาณ ฯ พระประธานพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นพระพุทธรูปปางลีลาโดยการผสมผสานความงามแบบสุโขทัยเข้ากับความ เหมือนจริง เกิดเป็นศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์[แก้] อ้างอิง
วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง
ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
- ระวังสับสนกับ ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ใหม่
เนื้อหา[ซ่อน] |
[แก้] ลักษณะทั่วไป
จิตรกรอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลังมีความไม่พึงพอใจต่อความจำกัดของหัวเรื่องที่วาดของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ และแนวความคิดของปรัชญาที่เริ่มจะสูญหายไปของขบวนการเขียนของอิมเพรสชันนิสม์ แต่จิตรกรกลุ่มนี้ก็มิได้มีความเห็นพ้องกันถึงทิศทางใหม่ที่ควรจะดำเนินต่อไปข้างหน้า ฌอร์ฌ-ปีแยร์ เซอรา (Georges-Pierre Seurat) และผู้ติดตามนิยมการเขียนโดยวิธีผสานจุดสี (pointillism) ซึ่งเป็นการเขียนที่ใช้จุดสีเล็ก ๆ ในการสร้างภาพเขียน ปอล เซซานพยายามสร้างกฎเกณฑ์และความมีระเบียบของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ให้เป็นรูปเป็นทรงขึ้นเพื่อจะทำให้ “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์เป็นศิลปะที่มั่งคงและคงยืนตลอดไป เช่นเดียวกับศิลปะที่แสดงในพิพิธภัณฑ์”[1] การสร้างกฏเกณฑ์การเขียนของเซซานทำด้วยการลดจำนวนสิ่งของในภาพลงไป จนเหลือแต่รูปทรงที่เป็นแก่นสำคัญแต่ยังเซซานยังคงรักษาความจัดของสีที่ใช้แบบศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ จิตรกรอิมเพรสชันนิสม์กามีย์ ปีซาโรทดลองการเขียนแบบใหม่โดยการวาดแบบอิมเพรสชันนิสม์ใหม่ ระหว่างกลางคริสต์ทศวรรษ 1880 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1890 เมื่อไม่พอใจที่ถูกเรียกว่าเป็นจิตรกรอิมเพรสชันนิสม์แบบจินตนิยม ปีซาโรก็หันไปหาการเขียนไปเป็นแบบผสานจุดสีซึ่งปีซาโรเรียกว่าเป็นศิลปะอิมเพรสชันนิสม์แบบวิทยาศาสตร์ ก่อนที่กลับไปเขียนภาพแบบอิมเพรสชันนิสม์แท้ตามเดิมในช่วงสิบปีสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิต[2] ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ใช้สีเข้มสดและฝีแปรงที่ขดม้วนอย่างมีชีวิตจิตใจเพื่อสื่อความรู้สึกและสถานะภาพทางจิตใจของตนเอง แม้ว่าจิตรกรอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลังมักจะแสดงงานร่วมกันแต่ก็ยังไม่มีความคิดเห็นพ้องกันในแนวทางของขบวนการเขียน จิตรกรรุ่นเด็กกว่าระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1890 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขียนงานในบริเวณที่แตกต่างออกไปและในแนวการเขียนที่ต่างออกไปเช่นลัทธิโฟวิสม์และลัทธิบาศกนิยม[แก้] ที่มาและความหมายของ “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง”
คำว่า “อิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” เป็นคำที่เริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1910 โดยศิลปินและนักวิพากษ์ศิลป์ชาวอังกฤษโรเจอร์ ฟราย สำหรับการแสดงงานศิลปะของจิตรกรฝรั่งเศสสมัยใหม่ที่จัดขึ้นในลอนดอน จิตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมอายุน้อยกว่าจิตรกรอิมเพรสชันนิสม์ ต่อมาฟรายให้คำอธิบายในการใช้คำว่า “อิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” ว่าเป็นการใช้ “เพื่อความสะดวก ที่จำเป็นต้องตั้งชื่อให้ศิลปินกลุ่มนี้โดยใช้ชื่อที่มีความหมายกว้างที่ไม่บ่งเฉพาะเจาะจงถึงแนวเขียน ชื่อที่เลือกก็คือ “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” เพื่อเป็นการแสดงการแยกตัวของศิลปินกลุ่มนี้แต่ยังแสดงความสัมพันธ์บางอย่างกับขบวนการอิมเพรสชันนิสม์เดิม”[3]จอห์น เรวอลด์ (John Rewald) ที่เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะอาชีพคนแรกที่มีความสนใจในการกำเนิดของศิลปะสมัยใหม่ในระยะแรกที่จำกัดอยู่ในระยะเวลาของ “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” ที่นิยมกันระหว่าง ค.ศ. 1886 ถึงค.ศ. 1892 ในหนังสือ “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง: จากฟาน ก็อกฮ์ถึงโกแก็ง” (ค.ศ. 1956) เรวอลด์เห็นว่าเป็นขบวนการที่ต่อเนื่องจากหนังสือที่เขียนก่อนหน้านั้น “ประวัติของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์” (ค.ศ. 1946) และให้ข้อสังเกตว่าเป็น “ฉบับที่อุทิศให้แก่สมัยหลังของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง”[4]—“ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง: จากโกแก็งถึงมาติส” เป็นเล่มที่ตามมาแต่เล่มนี้รวมศิลปะแนวอื่นที่แตกหน่อมาจากศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ด้วย” และจำกัดเวลาระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เรวอลด์เน้นความสนใจกับการวิวัฒนาการของศิลปินอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลังในระยะแรกในฝรั่งเศส: ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์, ปอล โกแก็ง, ฌอร์ฌ-ปีแยร์ เซอรา, โอดีลง เรอดง (Odilon Redon) และความสัมพันธ์ต่อกันในกลุ่ม และรวมถึงกลุ่มศิลปินอื่นที่ศิลปินกลุ่มนี้ให้ความสนใจหรือต่อต้าน:
- ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ใหม่ (Neo-Impressionism): เยาะหยันโดยนักวิจารณ์ศิลปะร่วมสมัยและจิตรกรผสานจุดสี; ฌอร์ฌ-ปีแยร์ เซอรา และปอล ซีญัก (Paul Signac) จะพอใจมากกว่าถ้าจะใช้คำอื่นแทนเช่นวิภาคนิยม หรือ “จุดสีเรือง” (Chromoluminarism) เป็นต้น
- คลัวซอนนิสม์ (Cloisonnism): เป็นขบวนการที่เขียนกันอยู่ไม่นานนักที่เริ่มเมื่อ ค.ศ. 1888 โดยนักวิจารณ์ศิลปะเอดัวร์ ดูว์ฌาร์แด็ง (Edouard Dujardin) เพื่อเป็นการเผยแพร่งานของหลุยส์ อ็องเกอแต็ง (Louis Anquetin) ที่ต่อมารวมทั้งงานของจิตรกรร่วมสมัยของเอมีล แบร์นาร์ด (Émile Bernard) ด้วย
- ลัทธิสังเคราะห์นิยม (Synthetism): เป็นขบวนการอายุสั้นอีกขบวนการหนึ่ง ใช้ในปี ค.ศ. 1889 เพื่อแยกงานของโกแก็งและแบร์นาร์ดจากงานของผู้ที่เขียนแบบอิมเพรสชันนิสม์ที่มีแนวโน้มไปทางแบบเดิมที่แสดงงานที่ The Volpini Exhibition ในปี ค.ศ. 1889
- กลุ่มปองต์อาวอง (Pont-Aven School): ที่หมายถึงเพียงกลุ่มศิลปินที่ทำงานในบริเวณปองต์อาวองหรือในบริเวณอื่นในบริตตานี
- ลัทธิสัญลักษณ์นิยม (Symbolism): เป็นคำที่เป็นที่ยอมรับเป็นอย่างดีในบรรดานักวิจารณ์ศิลปะใน ค.ศ. 1891 เมื่อโกแก็งทิ้งสังเคราะห์นิยมทันทีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำของสัญลักษณ์นิยมในสร้างงานจิตรกรรม
[แก้] การจัดช่วงเวลา
คามิลล์ ปีซาโร, เกี่ยวฟางที่เอรานยี ค.ศ. 1889, งานสะสมส่วนบุคคล
- ลัทธิสมัยใหม่นิยม เป็นคำที่หมายถึงขบวนการทางศิลปะนานาชาติที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมตะวันตกที่เริ่มมาจากฝรั่งเศสและถอยหลังไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสจนถึงยุคภูมิปัญญา
- ลัทธิสัญลักษณ์นิยม เป็นขบวนการที่เริ่มร้อยปีต่อมาในฝรั่งเศสและเป็นนัยว่าเป็นแนวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล จิตรกรต่างก็ใช้สัญลักษณ์ในการเขียนไม่ว่าอย่างใดก็อย่างหนึ่งมากบ้างน้อยบ้าง
แม้ว่า “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” จะแยกจาก “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์” ใน ค.ศ. 1886 แต่จุดจบของ “ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” ยังไม่เป็นที่ตกลงกัน สำหรับโบวเนสและเรวอลด์แล้ว ลัทธิคิวบิสม์เป็นการเริ่มยุคใหม่ ฉะนั้นลัทธิคิวบิสม์จึงถือว่าเป็นการเริ่มยุคการเขียนใหม่ในฝรั่งเศสตั้งแต่ต้นและต่อมาในประเทศอื่น ขณะเดียวกันศิลปินยุโรปตะวันออกไม่คำนึงถึงการแบ่งแยกตระกูลการเขียนที่ใช้ในศิลปะตะวันตกก็ยังเขียนตามแบบที่เรียกว่าจิตรกรรมแอ็บสแตร็ค และอนุตรนิยม (Suprematism)—ซึ่งเป็นคำที่ใช้ต่อมาจนในคริสต์ศตวรรษที่ 20
[แก้] สรุป
“ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง” ตามความหมายของเรวอลด์จึงเป็นคำที่หมายถึงช่วงเวลาของประวัติศิลปะเท่านั้นที่เน้นงานศิลปะของฝรั่งเศสระหว่าง ค.ศ. 1886 ถึงปี ค.ศ. 1914[แก้] อ้างอิง
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง
[แก้] ระเบียงภาพ
ปอล เซซาน (1839–1906) | โอดีลง เรอดง (1840–1916) | ปอล โกแก็ง (1848-1903) | ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ (1853–1890) | ชาร์ล อ็องกร็อง (1854–1926) |
อ็องรี-แอดมง คร็อส (1856–1910) | ฌอร์ฌ-ปีแยร์ เซอรา (1859–1891) | ปอล ซีญัก (1863–1935) | อ็องรี เดอ ตูลูซ-โลแทร็ก (1864–1901) | |
ปอล เซรูว์ซีเย (1864–1927) | ปอล ร็องซง (1864–1909) | เฟลิกซ์ วาลอตง (1865–1925) |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)